..

หน้าแรก
วิสัยทัศน์องค์กร
ทำเนียบผู้บริหาร
โครงสร้างองค์กร
บทบาทภารกิจ
ระเบียบกฎหมายการคลัง
GFMIS
การแก้ไขปัญหาหนี้สินฯ
รายงานการประชุม
ดาวน์โหลด

..

ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๕

 

  

 

 

 

 
 
 
 
 

 

 

 


เว็บไซต์จังหวัด:

เว็บไซต์ที่น่าสนใจ:

 


 

 

 

        เดือนมีนาคม 2555  เศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดชุมพรชะลอตัวตามผลผลิตการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้านอุปทานชะลอตัวจากภาคการบริการและการท่องเที่ยวหดตัวทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างประเทศ       จากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย สำหรับภาคอุตสาหกรรมชะลอตัว เนื่องจากตลาดหลักชะลอการซื้อยางแท่งและยางแผ่นรมควัน  ในขณะที่อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบปรับลดลง เป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันของมาเลเซียที่ลดลง ทำให้ภาคเกษตรชะลอตัวเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว  ด้านราคาพืชผลลดลงทั้งราคายางพาราและปาล์มน้ำมันผลผลิตยางพาราลดลงเนื่องจากเป็นช่วงฤดูยางผลัดใบ  ประกอบกับผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศชะลอการซื้อ ในขณะที่ปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นตามความต้องการต่อเนื่องจากโรงกลั่นและผู้ผลิตไบโอดีเซล ด้านอุปสงค์ชะลอตัวจากภาคการส่งออกของจังหวัดที่ปรับลดลงเป็นผลจากการลดลงของมูลค่าทุเรียนและอาหารทะเลแปรรูปแช่แข็ง สำหรับด้านการอุปโภคบริโภคชะลอตัว เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวจากพื้นที่อนุญาตให้ก่อสร้างในเขตเทศบาล ในขณะที่การจดทะเบียนนิติบุคคลภาคเอกชนปรับตัวเพิ่มขึ้น สำหรับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะงบประจำร้อยละ 20.05 สำหรับด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจขยายตัว พิจารณาจากปริมาณเงินฝากสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในจังหวัดขยายตัว  คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 68.73 ด้านเงินฝากขยายตัว เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังคงมีเป้าหมายในการระดมเงินฝากระดับสูงเพื่อรักษาฐานลูกค้าและขยายฐานไปสู่ลูกค้าใหม่ ๆ อัตราเงินเฟ้อขยายตัวพิจารณาจากดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปขยายตัวร้อยละ 3.1 และดัชนีราคาผู้ผลิตขยายตัวร้อยละ 1.8 สำหรับด้านการจ้างงานปรับลดลง ในขณะที่ระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.43  เนื่องจากมีความคาดหวัง จะได้รับค่าจ้างสูงขึ้นตามนโยบายรัฐบาล

 

 
 

            

                                                                                                

การจัดการความรู้ KM
 

                            

 
                                               
 
                           ความรู้เกี่ยวกับ KM                                           
 
                           กฏหมายควรรู้                                                           
 
                           บทความ KM
 
                           ภาษิตคำคม KM

                                                    

 
 
 
                            ปฏิทินกิจกรรม พ.ศ. 2555
 
                            คณะทำงาน
 
                             
 
 
 
                     
 
 

                             วิทยาลัยการจัดการทางสังคม

 
 
 
      
 
 
 
                                           
 
                        
 
 
 
                                          
 

 
ภาษิต คำคม KM

                             
                     

·       ภาษิต คำคม KM

 

            Knowledge resides in the users and not in the collection.

 

             ความรู้อยู่ในผู้ใช้ ไม่ใช่อยู่ในแหล่งรวมความรู้   

            (Y. Maholtra) 

 

              KM is a Journey, not a destination.

              การจัดการความรู้เป็นการเดินทาง ไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง 

            (Warick Holder, IBM, 20 Nov 2003, Chiangmai)

            A little knowledge that acts is worth more than much    
                 knowledge that is idle.

              ความรู้เพียงเล็กน้อยเพื่อปฏิบัติมีค่ามากกว่าความรู้มหาศาลที่อยู่เฉย ๆ              (Kahlil Gibran)

 

 

 

            Knowledge is a key asset, but it is often tacit and private.

                 ความรู้เป็นสินทรัพย์สำคัญ แต่บ่อยครั้งความรู้เป็นสิ่งฝังลึกและเป็น
                 สินทรัพย์ส่วนบุคคล
 
 

              Knowledge is not what you know, but is what you do. 

              ความรู้ไม่ใช่เพียงการรู้ แต่เป็นการกระทำ

 

 
 
            Successful knowledge transfer involes neither computers
                 nor documents but rather interactions         between people.

 

              การถ่ายทอดความรู้สำเร็จได้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือ
                 เอกสาร แต่เป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน

 

            (Mason & Mitroff, 1973)

 

                   
              Shift from error avoidance to error 
              detection and correction .

 

              จงเปลี่ยนจากการหลีกเลี่ยงความผิดพลาด ไปสู่การค้นหาความ
                 ผิดพลาดและแก้ไข

 

 

 

                  

 

                                             

 
 
ความรู้เกี่ยวกับ KM

                             
                     

การจัดการความรู้คืออะไร

 

                      การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KMคือ  การรวบรวมการจัดระบบการจัดเก็บการเข้าถึงข้อมูลเพื่อสร้างความเป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งปันความรู้ที่สำคัญ คือ Knowledge เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการ 

 

 

                      1.  บรรลุเป้าหมายเรื่องของงาน   
                      2.  บรรลุเป้าหมายในเรื่องการพัฒนาคน    

 

                      3.  บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาองค์กร   

                      ซึ่งจะนำไปสู่องค์กรของการเรียนรู้  เพื่อ  เพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพขององค์กร 

                      KM  (Knowledge Management ) ประเภทความรู้ แบ่งได้เป็น  2 ประเภท คือ

 

     1. ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร หรือ วิชาการ อยู่ใน

 

ตำรา คู่มือปฏิบัติงาน 

 

     2. ความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในตัวคน เป็นประสบการณ์ที่สั่งสม

 

มายาวนาน เป็นภูมิปัญญา 

 

      โดยที่ความรู้ทั้ง 2 ประเภทนี้มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันการจัดการความรู้เด่นชัดจะเน้นไป 

 

ที่การเข้าถึงแหล่งความรู้ ตรวจสอบ และตีความได้เมื่อนำไปใช้แล้วเกิดความรู้ใหม่ ก็นำมาสรุปไว้ เพื่อใช้อ้างอิง หรือให้ผู้อื่นเข้าถึงได้ต่อไป (ดูวงจรทางซ้ายในรูป) ส่วนการจัดการความรู้ซ่อนเร้นนั้นจะเน้นไปที่การจัดเวทีเพื่อให้มีการแบ่งปันความรู้ที่อยู่ในตัวผู้ปฏิบัติ ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน อันนำไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ ที่แต่ละคนสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้ต่อไป (ดูวงจรทางขวาในรูป) รวบรวม/จัดเก็บนำไปปรับใช้เข้าถึงตีความความรู้เด่นชัด ExplicitKnowledge ความรู้ซ่อนเร้น TacitKnowledge สร้างความรู้ยกระดับมีใจ/แบ่งปันเรียนรู้ร่วมกัน Capture & LearnCreate/LeverageCare & ShareAccess/Validatestoreapply / utilize   เรียนรู้ยกระดับในชีวิตจริง ความรู้ ๒ ประเภทนี้จะเปลี่ยนสถานภาพ สลับปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา บางครั้ง Tacit ก็ออกมาเป็น Explicit และบางครั้ง Explicit ก็เปลี่ยนไปเป็น Tacit

 

 

       

สำหรับนักปฏิบัติ การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

  

 

                   1. บรรลุเป้าหมายของงาน

  

 

                   2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

  

 

                   3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

  

 

                   4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

  

 

           การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่

  

 

                   (1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กร 

  

                   (2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ

  

 

                   (3) การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน  

  

                   (4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน  

  

                   (5) การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด     “ ขุมความรู้  ออกมาบันทึกไว้

                             (6) การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้    ที่ครบถ้วน  ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

  

 

                  โดยที่การดำเนินการ 6 ประการนี้บูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน ความรู้ที่เกี่ยวข้องเป็นทั้งความรู้      ที่ชัดแจ้งอยู่ในรูปของตัวหนังสือหรือรหัสอย่างอื่นที่เข้าใจได้ทั่วไป (Explicit Knowledge) และความรู้ฝังลึกอยู่ในสมอง (Tacit Knowledge) ที่อยู่ในคน ทั้งที่อยู่ในใจ (ความเชื่อ ค่านิยม) อยู่ในสมอง (เหตุผล) และ     อยู่ในมือ และ ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย (ทักษะในการปฏิบัติ) การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่คนจำนวนหนึ่งทำร่วมกันเพื่อบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ที่เรียกว่า Operation Effectiveness และนิยามผลสัมฤทธิ์ ออกเป็น 4 ส่วน คือ

  

 

                   (1) การสนองตอบ (Responsiveness) ซึ่งรวมทั้งการสนองตอบความต้องการของลูกค้า สนองตอบความต้องการของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น สนองตอบความต้องการของพนักงาน และสนองตอบความต้องการของสังคมส่วนรวม

  

                   (2) การมีนวัตกรรม (Innovation) ทั้งที่เป็นนวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรม  ด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการ  

  

                   (3) ขีดความสามารถ (Competency) ขององค์กร และของบุคลากรที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสะท้อนสภาพการเรียนรู้ขององค์กร และ  

  

                   (4) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนระหว่างผลลัพธ์ กับต้นทุนที่ลงไป การทำงานที่ประสิทธิภาพสูง หมายถึง การทำงานที่ลงทุนลงแรงน้อย แต่ได้ผลมากหรือคุณภาพสูง เป้าหมายสุดท้ายของการจัดการความรู้ คือ การที่กลุ่มคนที่ดำเนินการจัดการความรู้ร่วมกัน มีชุดความรู้ของตนเอง ที่ร่วมกันสร้างเอง สำหรับใช้งานของตน คนเหล่านี้จะสร้างความรู้ขึ้นใช้เองอยู่ตลอดเวลา โดยที่การสร้างนั้นเป็นการสร้างเพียงบางส่วน เป็นการสร้างผ่านการทดลองเอาความรู้จากภายนอกมาปรับปรุงให้เหมาะต่อสภาพของตน และทดลองใช้งาน จัดการความรู้ไม่ใช่กิจกรรมที่ดำเนินการเฉพาะหรือเกี่ยวกับเรื่องความรู้ แต่เป็นกิจกรรมที่แทรก/แฝง หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า บูรณาการอยู่กับทุกกิจกรรมของการทำงาน และที่สำคัญตัวการจัดการความรู้เองก็ต้องการการจัดการด้วย  

  

              
              การจัดการความรู้ที่ดีเริ่มด้วย
 

 

 

                 สัมมาทิฐิ : ใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความสำเร็จและความมั่นคงในระยะยาว

  

                   การจัดทีมริเริ่มดำเนินการ

  

 

                   การฝึกอบรมโดยการปฏิบัติจริง และดำเนินการต่อเนื่อง

  

 

                   การจัดการระบบการจัดการความรู้

  

 

                    แรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจแท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน องค์กร และความเป็นชุมชนในที่ทำงานดังกล่าวแล้ว เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ แรงจูงใจเทียมจะนำไปสู่การดำเนินการจัดการความรู้แบบเทียม และไปสู่ความล้มเหลวของการจัดการความรู้ในที่สุด แรงจูงใจเทียมต่อการดำเนินการจัดการความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ ที่พบบ่อยที่สุด คือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด ทำตามแฟชั่นแต่ไม่เข้าใจความหมาย และวิธีการดำเนินการ จัดการความรู้อย่างแท้จริง 
  องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้(Knowledge Process)

 

 

                     1. “คนถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

  

 

                    2.“เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น

  

 

                    3. “กระบวนการความรู้นั้น เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม

  

 

                     กระบวนการจัดการความรู้

  

 

                    กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ

  

 

                       1. การบ่งชี้ความรู้ เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร  

  

                    2. การสร้างและแสวงหาความรู้ เช่นการสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว  

  

                   3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ  การเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต  

  

                   4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ เช่น ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน   ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์  

  

                   5. การเข้าถึงความรู้ เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น   ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

  

                   6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge จัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว  เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น

  

                   7. การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จากนั้นสร้างองค์ความรู้  นำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

  

 

                      หัวใจของการจัดการความรู้  

  

 

         มีผู้รู้ได้กล่าวถึง  KM  หลายแง่หลายมุมที่อาจรวบรวมมาชี้ธงคำตอบว่า  หัวใจของ  KM อยู่ที่ไหนได้โดยอาจกล่าวเป็นลำดับขั้นหัวใจของ

  KM  เหมือนกับลำดับขั้นของความต้องการ  ( Hierarchy  of  needs ) ของ  Mcgregor   ได้  โดยเริ่มจากข้อสมมุติฐานแรกที่เป็นสากลที่ยอมรับทั่วไปว่าความรู้คือพลัง (DOPA KM Team)

  

 

                      1.  Knowledge is Power :  ความรู้คือพลัง

  

 

                 2.  Successful  knowledge  transfer  involves  neither  computers  nor documents  but  rather  in  interactions  between  people. (Thomas H Davenport)   :  ความสำเร็จของการถ่ายทอดความรู้ไม่ใช่อยู่ที่คอมพิวเตอร์หรือเอกสาร  แต่อยู่ที่การมีปฏิสัมพันธ์   ระหว่างคนด้วยกัน

 

 

                  3.  The  great  end  of  knowledge  is  not  knowledge  but  action  : จุดหมายปลายทางสำคัญ  ของความรู้มิใช่ที่ตัวความรู้  แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ

  

 

                 4.  Now   the  definition   of  a  manager  is   somebody   who   makes  knowledge   productive     : นิยามใหม่ของผู้จัดการ  คือ  ผู้ซึ่งทำให้ความรู้ผลิตดอกออกผล  จะเห็นว่า  จากข้อความที่กล่าวถึง ความรู้ดังกล่าว  พอทำให้มองเห็นหัวใจของ  KM เป็นลำดับชั้นมาเริ่มแต่ข้อความแรกที่ว่า ความรู้คือพลังหรือความรู้คืออำนาจ ซึ่งเป็นข้อความเป็นที่ยอมรับที่เป็นสากล ทั้งภาคธุรกิจ เอกชน และภาคราชการ จากการยอมรับดังกล่าวมาสู่การเน้นที่ปฏิสัมพันธ์ของคนว่ามีความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้กว่าเครื่องมือหรือเอกสารใดและมักกล่าวถึงว่า แม้ความรู้จะถูกจัดระบบและง่ายต่อการเข้าถึงของบุคคล  ต่าง ๆ ดีเพียงใดก็ตาม ถ้ามีความรู้ เกิดความรู้ขึ้นแล้ว หากไม่นำไปใช้ประโยชน์ ก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของ  ความรู้และที่ชัดเจนก็คือ ประโยคสุดท้ายที่เน้นการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดมรรคผล       มีคุณค่าประโยชน์เป็นรูปธรรมว่านั่นเป็นนิยามใหม่ของผู้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเลยทีเดียว  ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าหัวใจของ KM อยู่ที่การนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

        โมเดลปลาทู

 

 

         KV KS KA  ส่วนหัว ส่วนตามองว่ากำลังจะไปทางไหนต้องตอบได้ว่าทำ KM ไปเพื่ออะไรKnowledgeVision KnowledgeAssetsKnowledgeSharing  โมเดลปลาทูเป็นโมเดลอย่างง่าย ที่เปรียบการจัดการความรู้ เหมือนกับปลาทูหนึ่งตัวที่มี 3 ส่วน คือ 

  

 

       

 

 

              

1. ส่วน หัวปลา

(Knowledge Vision- KV) หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของการจัดการความรู้ โดยก่อนที่จะทำจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ว่าเราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร

         2.
ส่วน ตัวปลา
(Knowledge Sharing-KS) เป็นส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งจะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้นที่มีอยู่ในตัว พร้อมอำนวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้ และเกิดนวัตกรรม

         3.
ส่วน หางปลา(Knowledge Assets-KA) เป็นส่วนของคลังความรู้หรือขุมความรู้ที่ได้จากการเก็บสะสม เกร็ดความรู้ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตัวปลาซึ่งเราอาจเก็บส่วนของหางปลานี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ICT ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ พร้อมยกระดับต่อไป
 

 

    

 

 

                                             

 
ข่าวและบทความอื่นๆ...
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 ถัดไป > สุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 1 - 4 จาก 15